ไทยชั่งน้ำหนักลดภาษีน้ำมัน ท่ามกลางวิกฤตราคาสูงลิ่วที่ท้าทายขีดจำกัดทางการคลัง่

ไทยชั่งน้ำหนักลดภาษีน้ำมัน ท่ามกลางวิกฤตราคาสูงลิ่วที่ท้าทายขีดจำกัดทางการคลัง

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้กำลังสร้างความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว เนื่องจากรัฐอาจต้องสูญเสียรายได้มหาศาลถึง 1.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน

การประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ได้เห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแนวทางการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดราคาขายปลีกและลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันภาษีสรรพสามิตดีเซลอยู่ที่ 7.44 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินอยู่ที่ระหว่าง 5.85 ถึง 7.50 บาทต่อลิตร ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ


เปิด 3 ฉากทัศน์การลดภาษีและผลกระทบต่อรายได้รัฐ

หากมีการปรับลดภาษี ทุก ๆ 1 บาทที่ลดลงจะทำให้รายได้รัฐหายไปประมาณ 2 พันล้านบาทต่อเดือนสำหรับดีเซล และ 800 ล้านบาทสำหรับเบนซิน ซึ่งมีการประเมินไว้ 3 รูปแบบหลัก คือ:

  1. ลดภาษี 3 บาทต่อลิตร ทั้งเบนซินและดีเซล: รัฐจะสูญเสียรายได้ประมาณ 8.4 พันล้านบาทต่อเดือน

  2. ลดภาษี 5 บาทต่อลิตร: (ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน) จะส่งผลให้รายได้หายไปสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน

  3. ลดภาษี 7 บาทต่อลิตร เฉพาะดีเซล: จะทำให้รายได้รัฐลดลงประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือนเช่นกัน

ทางการมีความกังวลว่าการลดภาษีอาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการคลังมากกว่าการใช้กองทุนน้ำมัน เนื่องจากรายได้ภาษีที่สูญเสียไปจะไม่สามารถเรียกคืนได้ในภายหลัง ต่างจากกลไกกองทุนน้ำมันที่รัฐสามารถเก็บเงินคืนเข้ากองทุนได้เมื่อราคาน้ำมันโลกลดลง นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศด้วย

 

มุมมองเรื่องวินัยทางการคลังและการใช้เครื่องมืออื่น

มีความเห็นว่ารัฐควรใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักต่อไป เนื่องจากมีความยืดหยุ่นมากกว่า แม้ปัจจุบันกองทุนจะติดลบอยู่ประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท แต่ในอดีตก็เคยติดลบสูงถึง 1.3 แสนล้านบาทและสามารถกลับมาเป็นบวกได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนจึงอาจเป็นทางเลือกที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังน้อยกว่าการลดรายได้จากภาษีโดยตรง ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานเร็วขึ้น

ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงกว่าปกติเกือบเท่าตัว

 

ตัวอย่างการปรับตัวของต่างประเทศ

หลายประเทศเริ่มนำมาตรการลดภาษีมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น:

  • ออสเตรเลีย: ประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งช่วยลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณ 26.3 เซนต์ออสเตรเลียต่อลิตร แม้จะต้องแลกกับการสูญเสียรายได้ของรัฐกว่า 2.55 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

  • เวียดนาม: ใช้มาตรการเชิงรุกด้วยการยกเลิกภาษีหลายประเภท ทั้งภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันที 19% แม้จะทำให้รายได้รัฐหายไปเดือนละประมาณ 9 พันล้านบาทก็ตาม

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลทั่วโลกรวมถึงไทยต้องเผชิญ คือการหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องประชาชนจากภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วง กับการรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไม่ให้พังทลายลง

โดย: WorldNewsOrder
ตอบกระทู้