เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากต่างพากันกลับเข้าหาหุ้นน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Chevron หรือ ExxonMobil แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้อาจไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันต้นน้ำหรือโรงกลั่นปลายน้ำ แต่เป็นหุ้นในกลุ่มธุรกิจ "เรือบรรทุกน้ำมัน" โดยเฉพาะรายใหญ่อย่าง Frontline (FRO)
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งทางเรือที่สำคัญที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกถึง 20% เมื่อเส้นทางนี้เผชิญกับอุปสรรค เรือบรรทุกน้ำมันจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมทวีปแอฟริกาและแหลมกู๊ดโฮปแทน ส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
เมื่อเรือต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จำนวนเรือที่พร้อมใช้งานจึงลดน้อยลง นำไปสู่การพุ่งสูงขึ้นของค่าเช่าเรือรายวันทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในตะวันออกกลางเท่านั้น ซึ่ง Frontline ที่มีกองเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) เป็นหลัก จะได้รับอานิสงส์ด้านผลกำไรในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจเรือบรรทุกน้ำมันมีลักษณะของความยืดหยุ่นทางการดำเนินงานสูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย กำไรสุทธิจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล
ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรุนแรงขึ้นจนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ค่าเช่าเรือ VLCC ในเส้นทางหลักได้พุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดจะคลี่คลายลงในอนาคต แต่คาดว่าราคาค่าระวางเรือจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ซึ่งส่งผลให้การคาดการณ์กำไรต่อหุ้นในปีนี้อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมาบ้างแล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวัง โดยมองว่าปัจจัยบวกนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม หากค่าระวางเรือยังคงยืนระยะอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ราคาหุ้นก็มีโอกาสที่จะถูกปรับฐานราคาขึ้นไปได้อีกมาก
นอกจากนี้ Frontline ยังมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจถึง 5.2% ทำให้หุ้นตัวนี้กลายเป็นโอกาสที่โดดเด่นในกลุ่มหุ้นปันผลสูง หากประเมินว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้จะยังไม่จบลงง่าย ๆ การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเรือบรรทุกน้ำมันจึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก