เราเตอร์ก็เหมือนกับฮาร์ดแวร์ทั่วไปที่มีอายุการใช้งาน เมื่อเวลาผ่านไปชิ้นส่วนภายในจะเสื่อมสภาพลงจากความร้อนสะสม และเทคโนโลยีที่เคยทันสมัยก็อาจจะล้าหลังจนตามความต้องการใช้งานไม่ทัน หากคุณเช่าเราเตอร์จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) คุณอาจจะอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถขออัปเกรดเครื่องใหม่ได้ฟรี การรู้ว่าเราเตอร์ที่บ้านใช้มานานแค่ไหนจึงสำคัญมาก เพราะคุณอาจกำลังเสียโอกาสที่จะได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยไม่รู้ตัว
หากคุณใช้งานเราเตอร์เครื่องเดิมมานานกว่า 4 ปี (หรือบางกรณีเพียง 3 ปี) และเริ่มรู้สึกว่าอินเทอร์เน็ตช้าลงจนแก้ไม่หาย หรือต้องคอยกดรีเซ็ตเครื่องบ่อย ๆ เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่แล้ว โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังวางแผนจะเปลี่ยนบ้านให้เป็น Smart Home ที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมาก เราเตอร์รุ่นเก่ามักจะรับภาระหนักขนาดนั้นไม่ไหว
กฎโดยทั่วไปคือควรเปลี่ยนเราเตอร์ทุก ๆ 4-5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีการใช้งานหนัก สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดนอกจากการเครื่องร้อนจัดหรือต้องรีบูตบ่อย ๆ คือเมื่อเราเตอร์ของคุณไปปรากฏอยู่ในรายชื่อ "หมดระยะเวลาสนับสนุน" (End-of-Service) ที่ผู้ให้บริการประกาศออกมา
เมื่อถึงกำหนดดังกล่าว เราเตอร์จะไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์อีกต่อไป ซึ่งเปรียบเสมือนสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าที่ไม่ได้รับอัปเดตระบบปฏิบัติการและระบบความปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากไซเบอร์อาชญากรได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้คุณยังพลาดเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง Wi-Fi 6 หรือ Wi-Fi 7 รวมถึงระบบเข้ารหัสความปลอดภัยเวอร์ชันล่าสุดอย่าง WPA3 อีกด้วย
หากคุณเลือกซื้อเราเตอร์มือสองราคาถูกมาใช้งาน คุณต้องมั่นใจว่ามันสามารถรองรับอุปกรณ์ทั้งหมดที่คุณมีได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าเราเตอร์ที่คุณใช้เป็นรุ่นเก่าเกินไปหรือไม่ คือการดูว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีปัญหาหลุดบ่อยขณะที่ใช้งานไมโครเวฟหรือไม่
ถ้าเกิดปัญหานี้ แสดงว่าคุณอาจยังใช้เราเตอร์แบบ Single-band คลื่นความถี่ 2.4 GHz เพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีแก้ที่เห็นผลที่สุดคือการอัปเกรดไปใช้เราเตอร์แบบ Dual-band เพื่อให้การเชื่อมต่อเสถียรและรวดเร็วยิ่งขึ้น