อาหารที่เหลือใน Starbucks ไปไหนต่อ?่

อาหารที่เหลือใน Starbucks ไปไหนต่อ?

เป็นที่รู้กันดีว่าขยะอาหารเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก ร้านอาหารเชนต่าง ๆ จึงต้องมีมาตรการจัดการเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนของร้าน สำหรับลูกค้าที่แวะเวียนไป Starbucks ในช่วงเช้า อาจไม่เคยสงสัยว่าอาหารที่ขายไม่หมดในช่วงสิ้นวันจะถูกจัดการอย่างไร แต่ความจริงแล้ว Starbucks มีโครงการจัดการอาหารเหลือที่ค่อนข้างครอบคลุมเพื่อส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ

โครงการนี้มีชื่อว่า FoodShare ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2559 โดยเกิดจากการที่พนักงานในร้านร่วมกันผลักดันให้บริษัทนำอาหารที่ยังกินได้ไปบริจาคแทนการทิ้งลงถังขยะ ปัจจุบันโครงการนี้ขยายตัวไปจนครอบคลุมร้านสาขาที่บริษัทดำเนินงานเอง 100% ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งช่วยเปลี่ยนเส้นทางอาหารกว่า 111 ล้านมื้อจากการถูกทิ้งในหลุมฝังกลบไปสู่มูลนิธิและธนาคารอาหารในท้องถิ่นแทน

 

กระบวนการส่งต่ออาหารที่ยัง "ปลอดภัย"

สินค้าหลายรายการของ Starbucks เดินทางมาถึงร้านในรูปแบบแช่แข็ง ซึ่งหมายความว่าอายุการเก็บรักษาจะเริ่มนับถอยหลังทันทีที่ถึงร้าน อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้ยังคงมีคุณภาพดี โดยโครงการ FoodShare จะคัดเลือกเฉพาะรายการอาหารที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยสำหรับการบริโภคเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา พนักงานจะจัดเตรียมอาหารเหล่านี้เพื่อรอให้รถขนส่งนำไปกระจายต่อยังศูนย์รับบริจาคและธนาคารอาหารตามจุดต่าง ๆ

นอกจากโครงการบริจาคแล้ว Starbucks ยังเป็นพันธมิตรกับแอปพลิเคชัน Too Good to Go ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถหาซื้ออาหารที่ใกล้หมดอายุแต่ยังคุณภาพดีได้ในราคาประหยัด ในยุโรปความร่วมมือนี้ช่วยรักษาอาหารไม่ให้ถูกทิ้งไปได้มากกว่า 5 ล้านมื้อ และได้เริ่มขยายบริการนี้มายังร้านสาขาในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา

 

ข้อจำกัดที่เลี่ยงไม่ได้ในแง่ความปลอดภัย

แม้จะมีความพยายามลดขยะอาหารอย่างมาก แต่ในโลกของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ขยะบางส่วนก็ยังเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น สินค้าที่ชำรุดระหว่างการทำงาน หรือผลิตภัณฑ์ที่บรรจุภัณฑ์ถูกเปิดออกโดยบังเอิญ

ในกรณีที่อาหารเกิดการปนเปื้อนหรือไม่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ทาง Starbucks จำเป็นต้องทิ้งแทนการบริจาคเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่เข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

โดย: สาระป่วน ๆ
ตอบกระทู้