อนาคตของชิปคอมพิวเตอร์ที่ทำได้มากกว่าแค่การแทนที่พลังงานไฟฟ้า่

อนาคตของชิปคอมพิวเตอร์ที่ทำได้มากกว่าแค่การแทนที่พลังงานไฟฟ้า

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อยู่รอบตัวเราจนแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับเทคโนโลยีนี้ มีสองสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ AI ทำให้เกิดการขาดแคลนชิปจนดันราคาอุปกรณ์ไอทีให้สูงขึ้น และมันยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล เนื่องจากการประมวลผลของ AI ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำจำนวนมากในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ถึงขนาดที่การใช้งานแชทบอทในแต่ละครั้งมีต้นทุนทรัพยากรที่สูงลิ่ว

อย่างไรก็ตาม มีการพัฒนาใหม่ที่อาจช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ AI ได้ นั่นคือ "ชิปโฟโทนิกส์" (Photonic Chips) ซึ่งต่างจากชิปในปัจจุบันที่ใช้กระแสอิเล็กตรอน ชิปชนิดนี้จะใช้ "โฟตอน" หรืออนุภาคของแสงในการประมวลผล พูดง่ายๆ คือมันคำนวณด้วยแสงแทนไฟฟ้า ทำให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง และยังทำงานได้รวดเร็วกว่า GPU ที่มีอยู่ในปัจจุบันเสียอีก


 

ชิปโฟโทนิกส์ช่วยให้ AI ประหยัดพลังงานมากขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมชิปแสงถึงดีต่อสิ่งแวดล้อม เราต้องเข้าใจก่อนว่าชิปซิลิคอนแบบดั้งเดิมทำงานอย่างไร ภายในไมโครชิปขนาดจิ๋วจะมีทรานซิสเตอร์นับพันล้านตัวที่คอยเปิด-ปิดกระแสไฟฟ้าเพื่อผลักอิเล็กตรอนผ่านวงจร กระบวนการนี้ทำให้เกิดแรงเสียดทานและความร้อนสะสม จนศูนย์ข้อมูลต้องใช้ระบบทำความเย็นที่ซับซ้อนและใช้น้ำมหาศาล

ชิปโฟโทนิกส์จะแทนที่ทรานซิสเตอร์เหล่านั้นด้วย "นิวรอนโฟโทนิกส์" ที่คอยนำทางแสงผ่านชิป แม้ว่ามันจะยังต้องทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าอยู่ โดยการเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อคำนวณ แล้วจึงเปลี่ยนกลับเป็นไฟฟ้าส่งคืนให้คอมพิวเตอร์ แต่ข้อดีคือแสงหนึ่งลำสามารถบรรจุช่องสัญญาณได้หลายช่อง (ซึ่งไฟฟ้าทำไม่ได้) หมายความว่าชิปนี้สามารถประมวลผลหลายค่าได้พร้อมกันโดยใช้พลังงานน้อยลง นอกจากนี้ แสงยังไม่มีแรงเสียดทานเหมือนไฟฟ้า จึงไม่เกิดความร้อนสูงและช่วยลดการใช้น้ำในการระบายความร้อนได้มาก

 

ชิปพลังแสง: รวดเร็วและชาญฉลาดกว่าเดิม

นอกจากเรื่องประหยัดพลังงานแล้ว ชิปโฟโทนิกส์ยังทรงพลังกว่าชิปที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนผู้พัฒนาต้นแบบ LightGen ระบุในวารสาร Science ว่าเทคโนโลยีนี้มีความเร็วในการคำนวณและประสิทธิภาพพลังงานเหนือกว่าชิปอิเล็กทรอนิกส์ล้ำสมัยทั่วไปถึงสองเท่าตัว ขณะที่บริษัท Q.ANT จากเยอรมนีอ้างว่าชิป NPU Gen 2 ของพวกเขาสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าเดิม 30 เท่า และเร็วกว่าเทคโนโลยีในศูนย์ข้อมูลปัจจุบันถึง 50 เท่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะที่ผ่านมาแรงเสียดทานจากไฟฟ้าคืออุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาชิปมาโดยตลอด

ที่สำคัญคือมันมีความแม่นยำสูงมาก โดยตัวต้นแบบจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์สามารถระบุรูปภาพได้ถูกต้องแม่นยำถึง 90–99%

ไม่ว่าเราจะชอบหรือเกลียดมัน AI ก็คงไม่หายไปไหนในเร็วๆ นี้ การก้าวกระโดดของเทคโนโลยีชิปอย่างการประมวลผลด้วยแสงจึงเป็นสัญญาณที่น่าส่งเสริม เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำให้เทคโนโลยี AI และการใช้งานข้อมูลต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงได้ โดยที่ยังได้ประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นเป็นของแถมชิ้นใหญ่อีกด้วย

โดย: อัจฉริยะไอที
ตอบกระทู้